ก่อนอื่นก็คงต้องท้าวความกันก่อนว่า ข้าพเจ้านั้นทำอาหารไม่ได้เรื่องอย่างแรง!!!
 
เรียกได้ว่า ผู้อื่นกินไม่ได้ก็แล้วกัน(แต่ตัวเองยังกินได้น๊า ^^)
 
เคยได้ยินมาว่า จะฝึกทำอาหารให้เริ่มทำอะไรที่ง่ายๆ ก่อน
 
วันนี้เข้าห้องก้นครัวเจอกระทู้ที่เค้าทำช็อคบอลดูง๊ายง่าย น่ากินอีกต่างหาก
 
ก็เลยอยากลองทำมั่ง เดินออกไปซื้ออุปกรณ์ตอน 2 ทั่มแล้วก็กลับมาทำเลย ><
 
 
นี่คือ ข้าวของทั้งหมดที่ข้าน้อยใช้เจ้าค่ะ มันไม่มีเค้กธรรมดาอ่ะ ก็เลยเอาเป็นเค้กโรลแทน แหะๆ
 
 
 
ขั้นแรก ก็สับเค้กให้ละเอียดอย่างเมามันส์ ^^
 
 
ทีนี้ก็ได้ฤกษ์ช็อกโกเลตออกโรงซะที หยิบมันมา 1 แท่ง(อีกแท่งเก็บไว้ก่อน) หัก หัก หัก ใส่ถ้วยแก้ว
 
(หรืออะไรก็ได้ที่เข้าไมโครเวฟได้) เอาเข้าไมโครเวฟ 1 นาทีก็จะละลายเรียบร้อย
 
 
ต่อมาก็ใส่เค้กที่สับไว้ลงไปในช็อกโกเตที่ละลายแล้ว คนให้เข้ากัน
 
ใช้ไม้พายพลาสติกจะคนง่ายมากๆ แต่ใช้ช้อนก็ได้นะ
 
 
ทีนี้ก็ปั้นเป็นก้อนๆ (เราปั้นได้ 6 )
 
 
จากนั้นก็ละลายช็อกโกเลตด้วยวิธีเดิม ใช้ช้อนตักมาราดบนเคกที่เราปั้นไว้
 
สุดท้ายก็โรยเกล็ดน้ำตาล(หรือเกล็ดช็อกโกเลต หรืออะไรก็ได้ตามชอบ)
 
ไม่ใส่ก็ได้เช่นกัน
 
 
เอาไปแช่เย็นรอแข็งตัว ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วค่า
 
ขอบคุณ คุณ very good tonight เจ้าของกระทู้ที่กล่าวมา และ คุณ songnana เจ้าของสูตร
 
ที่ทำให้เราทำของหวานชิ้นแรกได้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างและกินได้ ...ขอบคุณค่า...
 
 
ปล.ต่อไปข้าพเจ้าจะลองพยายามทำอาหารอย่างอื่นให้ได้มากขึ้น TT^TT
 
 
 

บันทึกนักเดินทาง

                มาคุยเล่นกันก่อนเจ้าค่ะ นิยายในชุด บันทึกนักเดินทางนี้ จริงๆ แล้วแบ่งออกเป็นสามภาคย่อย อันประกอบไปด้วย

                I  ผู้ควบคุมความตาย

                II นักทำนาย ผู้มองไม่เห็นอนาคต

                III จุดเริ่มต้นและจุดจบ

                ภาคที่ท่านกำลังจะได้อ่านคือ นักทำนาย ผู้มองไม่เห็นอนาคต บันทึกเล่มนี้จะเกี่ยวกับโจรสลัดและการล่าสมบัติ เรียกกันง่ายๆ ว่า ภาค ลามัวร์(นามสกุลตัวหลัก)

บันทึกนักเดินทาง : นักทำนาย ผู้มองไม่เห็นอนาคต

Introduction

OooooooooooooooooooooooooooooooO

 

                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ไกลแสนแสนไกล ลึกลงไปในป่าดงพงไพร ยังคงมีดินแดนลึกลับมหัศจรรย์รอให้ท่านได้ค้นพบ ดินแดนอันงามงดที่ถูกเรียกขานกันว่า.....

 

                ให้ตายเหอะ!!! พวกท่านคงไม่คิดจริงๆ ใช่ไหม ว่าข้าจะเริ่มเรื่องเล่าด้วยประโยคดาดๆ พรรค์นั้น

 

                อย่าบอกนะว่าท่านคิด!

 

                หากท่านคาดหวังถึงนิทานก่อนนอนหวานเลี่ยนที่มีเจ้าหญิงแสนสวยบนหอคอย หรือเจ้าชายขี่ม้าขาว และแม่มดร้ายอัปลักษณ์  เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของโจรสลัด

 

                เนิ่นนานมาแล้ว ผู้คนเฝ้าค้นหา ขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ที่เชื่อกันว่ามันคือ ทุกสิ่ง และบันดาลทุกอย่าง “ขุมทรัพย์มรณะ” ข้าเองก็ไม่แน่ใจนักว่าใครกันที่เริ่มพูดถึงขุมทรัพย์ที่ไม่เคยมีใครได้พบเห็นหรือครอบครองชิ้นนี้ น่าแปลกทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรยืนยันว่ามันมีอยู่จริง แต่ทุกคนกลับเชื่อ

 

                เล่ากันว่า “ขุมทรัพย์มรณะ”  ถูกซ่อนไว้ที่หมู่เกาะลึกลับที่ซึ่งถูกเรียนขานกันด้วยนาม “สุสานของคนเป็น” ผู้ที่ความตายนำทางเท่านั้นที่จะไปถึง

 

                ในประวัติศาสตร์ กลุ่มโจรสลัดเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ที่มีคนกล่าวว่าพวกเค้าได้ไปเหยียบสุสานของคนเป็น กลุ่มของคาร์ล คาซิลอน

 

                แต่ก็นั่นแหละ เมื่อครู่พูดว่า มีคนกล่าวถูกไหม มันก็แค่เรื่องเล่า ไม่มีอะไรยืนยันว่าคนกลุ่มนี้ได้ไปยังสุสานของคนเป็นจริงหรือไม่ เพราะพวกเขาไม่ได้กลับมา...ไม่หวนกลับมาเลยสักคน

 

                ผู้คนส่วนใหญ่ล้มเกการค้นหาสิ่งนี้กันไปนานแล้ว แผนที่ทางไปก็หลงเหลือน้อยเต็มทน ไม่มีใครอยากไปเยือนหมู่เกาะปีศาจ ไม่มีใครอยากพานพบกับความตาย

 

                ยกเว้น คนบางกลุ่มที่ข้าไม่รู้ว่ามันโง่หรือบ้าที่ข้ากำลังจะเล่าให้ท่านฟัง

OooooooooooooooooooooooooooooooO

ปล.เกริ่นนำสั้นมากๆ ต้องขออภัยมานะทีนี้ค่า

ปลล.กรุณาติดตามตอนต่อไปที่จะยาวกว่านี้อย่างแน่งนอน

Blue Jewel

 

ทายซิตัวอะไรเอ่ย???

posted on 16 May 2011 00:08 by ruinmaster
ทายซินี่คือตัวอะไรเอ่ย ???
 
 
 
 
 
มีใครดูออกบ้างไหม?
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
มันคือ
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
Merlion!!!!!!!
 
 
 
มันคือสิงโตทะเล สัญลักษณ์ของสิงคโปร์นั่นเองเจ้าค่ะ
 
(ซื้อมาเพราะมันน่าร๊าก >w<)
 
เอามาลงเล่นๆ ก่อน
 
พรุ่งนี้จะมาอัพบล็อคฉบับเต็มในหัวข้อ
 
ท่องเที่ยวสิงคโปร์ ภาค Universal!!!
 
เมื่อวานตอนค่ำๆ(ประมาณทุ่มนิดๆของวันที่ 27) เราไปห้างพันทิพย์มา
 
เอากระเป๋าสตางค์ไปให้พี่สาว -*- เพราะว่ามันลืมเอาไว้ ตอนนั้นก็สภาพปกติดี ไม่ได้ปวดหัวเป็นไข้
 
พอเดินซื้อของกันเสร็จก็เลยว่าจะไปดูหนังกัน (เรื่อง Rio ค่ะ หนังสนุกมากๆ น่ารักดี)
 
พี่ก็เลยพาเดินจากพันทิพย์ไปเซ็นทรัลเวิร์ล ตอนเดินไปแรกก็แค่รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย
 
บวกกับหอบแฮกๆ เล็กน้อย แต่พอเดินไปเกือบถึง(ถึงหน้าลานแล้ว) ก็เริ่มแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก
 
รู้ว่าเหนื่อยมากจริงๆ TT^TT
 
(จริงๆ มันก็เดินไม่ไกลนะ ใครเคยเดินก็จะรู้ แถมเราก็ไม่ได้วิ่งด้วย แค่พี่เดินนำเร็วไปนิด ToT)
 
พอไปรอลิฟต์ ก็เริ่มไม่ไหวแล้ว เจ็บแถวหน้าอกไปหมด ก็เลยทรุดไปนั่งพักแถวๆ นั้นไปหนึ่งรอบ
 
พี่ก็หันมาบ่นนิดหน่อยว่า คราวหลังหัดออกกำลังกายซะบ้างจะได้ไม่เป็นแบบนี้อีก
 
ตอนอยู่ในลิฟต์ตาเริ่มพร่า - - เล็กน้อย คลื่นไส้อีกต่างหาก แถมลิฟต์ตัวที่ขึ้นมันกดชั้น 7 ไม่ได้
 
ก็เลยต้องลงชั้น 6 ให้พี่พยุง(กึ่งๆ ลาก+แบก)ขึ้นบันไดเลื่อนต่อ = =
 
ณ จุดๆ นั้น ไม่ไหวแล้วค่ะ พี่สาวว่าตอนนั้นตาซีดหน้าเหลืองมากมาย พอขึ้นมาถึงชั้น 7
 
ตาก็ลายไปหมด แทบจะมองอะไรไม่เห็นแล้ว รู้สึกมึนๆ บวกหน้ามืดวูบๆ มากมาย
 
หูอื้ออีกต่างหาก ตอนนั้นเหมือนอะไรๆ ก็ไปหมด
 
ก็เลยบอกพี่ว่าไม่ไหวแล้ว พี่สาวก็เลยลากไปนั่งแถวนั้นสักพัก(จำไม่ได้ว่าตรงไหนหรอกคะ)
 
เพราะตอนนั้นตามัวๆ มองไม่ชัด แต่รู้สึกจะเป็นพื้นที่ยกระดับขึ้นมาหน่อยนึงมั้ง
 
ทีนี้ละหายาดมกันจ้าละหวั่น แต่ตอนนั้นหาไม่เจอเลย
 
จำไม่ได้ด้วยว่าในกระเป๋าตัวเองมียาดม นึกว่าเอาออกไปแล้ว
 
นั่งสักพักดีขึ้นนิดหน่อย(นิดหน่อยจริงๆ - -*) พี่ก็บอกว่า พอไหวไหม ไปนั่งตรงที่มีเก้าอี้ดีกว่า
 
มันบอกว่าขี่หลังมันเอาก็ได้ แต่สุดท้ายก็แค่กึ่งๆ แบกๆ ลากๆ ไปเท่านั้น
 
ไม่กล้าขี่หลังพี่ แบบว่าอายมากมาย(ก็ในห้างไม่ใช่ที่บ้าน เอาไว้เป็นลมจริงๆ จะต้มยำทำแกงก็เชิญ)
 
แค่หน้าซีด เดินไม่ไหวจะเป็นลมกลางห้าง ต้องให้คนช่วยลากก็อายพออยู่แล้ว
 
สุดท้ายก็ลากกันไปพักที่ตรงเก้าอี้ตรงที่ซื้อตั๋วนั่นแหละค่ะ
 
พี่สาวก็ไปซื้อตัว แล้วเราก็นั่งพัก หอบแฮกๆ ต่อไป
 
ไม่รู้ว่านั่งนานแค่ไหนเหมือนกัน แต่นั่งสักพักก็เริ่มดีขึ้นนะ หายใจคล่องขึ้น
 
ไม่ค่อยเจ็บหน้าอกเท่าไหร่แล้ว ตาก็เริ่มหายพร่า แต่หูยังอื้ออยู่
 
หนังจองไว้รอบสามทุ่มสิบ ยังมีเวลาก็เลยไปหาข้าวกินกัน
 
กินโอโตยะค่ะ มันใกล้ดี ยังไม่พร้อมจะเดินไกลๆ = =
 
นั่งกินอยู่พักใหญ่พอกินข้าวเสร็จก็เหมือนจะกลับสู่สภาพปกติเรียบร้อย ><
 
ลั่นล้าไปดูหนังต่อได้เหมือนเดิม ฮูเล่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 
ปล.สุดท้ายนี้ แพลนที่เพื่อนเคยชวนไปภูกระดึงตอนปิดเทอมนี่คงต้องขอบาย
 
ดูจากสภาพร่างกายแล้วไม่ไหวอย่างแรง
 
ปลล.สงสัยต้องเริ่มไปออกกำลังกายเบาๆ บ้างอย่างที่พี่สาวพูดซะแล้ว ไม่งั้นแบบนี้ไม่ไหว
 
มีแต่ตายกับตายอย่างเดียว TT^TT นอกจากขายขี้หน้าคนอื่นเค้าแล้วยังทรมาณมากอีกด้วย
 
ปลลล. -*- คิดอีกทีตอนที่ให้พี่พยุงเดินๆ ไปมันมีคนมองไหมวะนั่น อายชิพพพพพพพ >///<
 
คะแนนโอเน็ตปีนี้มันช่างน้อย
 
เห็นแล้วอยากไปซิ่วด้วยคน เผื่อจะได้ที่ดีๆ กับเค้าบ้าง
 
แต่ก็นะ ไม่ได้สอบ gat pat กับเค้าไว้เลยก็ต้องอดไป
 
คะแนนมีนปีนี้ว่าน้อยแล้ว แต่น้องชายข้าพเจ้าช่าง...น้อย เฮ้อ
 
(โอ้ แต่มันได้สังคมมากกว่าข้าพเจ้านะ อิจฉาๆ)
 
 
ทว่า เราจะมาพูดถึงมีนกัน สามวาที่เน้นสีแดงไว้คือวิชาหลักๆ ที่ส่วนใหญ่เน้นกัน
 
ทว่ามีนปีนี้ อังกฤษ กับ เลข กลับน้อยจนน่าใจหาย เรียกได้ว่าน้อยสุดในประวัติการณ์เลยทีเดียว
 
ส่วนมีนวิชาอื่นก็ลดบ้างเพิ่มบ้าง ไม่น่าแปลกใจอะไรเท่าไหร่
 
เพียงแต่กับสองวิชาที่ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าข้อสอบยาก
 
ตัวข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้ตามข่าวเลย - - จะถามน้อง มันก็คงตอบไม่ได้
 
แต่เห็นคนบ่นๆ เข้าหูเยอะ แปลว่าคะแนนปีนี้น้อยเพราะข้อสอบยากหรือเปล่าหว่า ??
 
อันนี้ให้ดูมีนปี 51 เทียบ(เน้นสีไว้ให้เห็นกันชัดๆ) ส่วนคะแนนเป็นของข้าพเจ้าเอง
 
มันช่างน้อยยยยยยยยยย TT^TT
 
เพื่อนชวนไปขุดกันมาดู พอดูแล้วอยากจะเอาหน้ามุดดินจริงๆ
 
แต่ละคนเอาคะแนนเก่าๆ ไปแปะกันในเฟสเลยทีเดียว เลยไปขุดเอามาเล่นบ้าง ><
 
แม้จะอับอายนิดหน่อยกับความต่ำต้อย แต่ก็เอาฮาละว้า ก็มันผ่านไปแล้วตั้ง 2 ปีนี่นา
 

edit @ 8 Apr 2011 23:54:34 by กรณิกา

edit @ 9 Apr 2011 03:33:06 by กรณิกา